กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม แบบไหนดีกว่า? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียให้ชัด ก่อนเป็นหนี้ก้อนโต (ฉบับปี 2026)

กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม: ศึกแห่งศักดิ์ศรีและวงเงินสินเชื่อ แบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

2 นาทีอ่าน
8 ครั้งที่ดู
กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม แบบไหนดีกว่า? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียให้ชัด ก่อนเป็นหนี้ก้อนโต (ฉบับปี 2026)

ทางแยกสำคัญของคนอยากมีบ้าน

เมื่อราคาบ้านและคอนโดมิเนียมพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพียงลำพังจึงกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายคน คำถามยอดฮิตที่ตามมาคือ "ควรจะกัดฟันกู้คนเดียว หรือหาคนมากู้ร่วมดี?"

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่อง "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" การอนุมัติสินเชื่อ แต่ยังส่งผลระยะยาวถึงกรรมสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว การลดหย่อนภาษี และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากความสัมพันธ์เปลี่ยนไป บทความนี้จะกางข้อมูลให้เห็นชัดๆ ว่าระหว่าง กู้เดี่ยว (Single Mortgage) และ กู้ร่วม (Joint Mortgage) ทางเลือกไหนคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ


1. นิยามเบื้องต้น: กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม คืออะไร?

กู้เดี่ยว (Single Borrower)

คือการยื่นขอสินเชื่อโดยใช้ชื่อคุณเพียงคนเดียว ธนาคารจะพิจารณาจากรายได้ ภาระหนี้ และเครดิตบูโรของคุณเพียวๆ

  • เหมาะกับ: คนที่มีรายได้มั่นคงเพียงพอ, ต้องการความเป็นอิสระ 100%, หรือต้องการซื้อไว้ลงทุนส่วนตัว

กู้ร่วม (Joint Borrower)

คือการที่มีบุคคลอื่นมายื่นกู้พร้อมกับคุณ เพื่อนำรายได้มารวมกันในการคำนวณวงเงิน โดยกฎหมายกำหนดให้กู้ร่วมได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน

  • ใครกู้ร่วมได้บ้าง: บิดามารดา, พี่น้องท้องเดียวกัน, สามีภรรยา (จดและไม่จดทะเบียน), และปัจจุบันหลายธนาคารเปิดรับ คู่รัก LGBTQ+ แล้ว

  • เหมาะกับ: คนที่รายได้คนเดียวไม่พอซื้อบ้านในฝัน, ต้องการวงเงินที่สูงขึ้น, หรือต้องการช่วยกันผ่อน


2. เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: ข้อดีและข้อเสีย

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะแบ่งการเปรียบเทียบออกเป็น 4 ยกสำคัญ ดังนี้:

ยกที่ 1: วงเงินอนุมัติ (Loan Amount)

  • กู้เดี่ยว: วงเงินจำกัดตามฐานเงินเดือนของคุณ หากมีภาระหนี้เดิม (รถ, บัตรเครดิต) วงเงินจะยิ่งลดลง

  • กู้ร่วม: (ชนะเลิศ 🏆) นำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมารวมกัน ทำให้ฐานรายได้สูงขึ้น วงเงินอนุมัติจึงสูงขึ้นตามไปด้วย โอกาสกู้ผ่านก็มีมากกว่า

ยกที่ 2: กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Ownership)

  • กู้เดี่ยว: (ชนะเลิศ 🏆) คุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว จะขาย จะโอน จะรีไฟแนนซ์ หรือจะตกแต่ง ก็ทำได้ทันที ไม่ต้องรอขออนุญาตใคร

  • กู้ร่วม: โดยทั่วไป ผู้กู้ร่วมมักจะมีชื่อเป็น "ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ในโฉนดด้วย (เว้นแต่จะระบุเป็นอย่างอื่น ซึ่งทำยากกว่า) การจะทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับบ้าน ต้องได้รับความยินยอมจากทุกคน หากทะเลาะกันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที

ยกที่ 3: สิทธิลดหย่อนภาษี (Tax Deduction)

  • กู้เดี่ยว: ใช้สิทธิ์ลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/ปี เต็มเม็ดเต็มหน่วย

  • กู้ร่วม: สิทธิ์ลดหย่อน 100,000 บาท จะถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ เช่น กู้ 2 คน จะลดหย่อนได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท แม้คนหนึ่งจะจ่ายมากกว่าก็ตาม

ยกที่ 4: ความเสี่ยงและความคล่องตัว (Risk & Flexibility)

  • กู้เดี่ยว: รับผิดชอบหนี้คนเดียว ถ้าตกงานหรือป่วย ผ่อนไม่ไหว บ้านอาจโดนยึด ไม่มีคนช่วยแบก

  • กู้ร่วม: ช่วยกันผ่อนเบาแรงกว่า แต่มีความเสี่ยงเรื่อง "ความสัมพันธ์" หากเลิกรากัน หรือพี่น้องทะเลาะกัน การเคลียร์หนี้สินและชื่อในโฉนดเป็นเรื่องยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง


3. ตารางสรุป: กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม ดูง่ายใน 1 นาที

หัวข้อเปรียบเทียบ

กู้เดี่ยว (Single)

กู้ร่วม (Joint)

วงเงินกู้

น้อยกว่า (คิดจากคนเดียว)

สูงกว่า (คิดจากรายได้รวม)

โอกาสอนุมัติ

ยากกว่า (ถ้าฐานเงินเดือนไม่สูง)

ง่ายกว่า

กรรมสิทธิ์โฉนด

เจ้าของคนเดียว 100%

กรรมสิทธิ์ร่วม (หารตามจำนวนคน)

การตัดสินใจ (ขาย/โอน)

ตัดสินใจได้ทันที

ต้องยินยอมพร้อมใจทุกคน

ลดหย่อนภาษี

สูงสุด 100,000 บาท

หารเฉลี่ย (เช่น 50,000 ต่อคน)

ความเสี่ยงหลัก

รับภาระหนี้คนเดียว

ปัญหาความสัมพันธ์/การเลิกรา


4. เรื่องจริงที่ต้องระวัง (Warning Signs)

ก่อนตัดสินใจ "กู้ร่วม" ขอให้พิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี เพราะนี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุด:

  1. กู้ร่วมกับแฟน (ไม่จดทะเบียน): รักกันหวานชื่นตอนซื้อ แต่ตอนเลิกกันคือ "นรก" ใครจะอยู่? ใครจะผ่อนต่อ? หรือจะขายแบ่งเงิน? ถ้าตกลงกันไม่ได้ อาจถึงขั้นฟ้องร้อง

  2. กู้ร่วมเพื่อดันวงเงิน (แต่ไม่ได้ช่วยผ่อน): เช่น ให้พี่สาวมากู้ร่วมเพื่อให้ผ่าน แต่เราผ่อนคนเดียว ปัญหาจะเกิดเมื่อพี่สาวจะไปซื้อบ้านของตัวเอง จะกู้ไม่ผ่านเพราะติดชื่อกู้ร่วมกับเรา ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตของเขาไป

  3. เครดิตบูโรเสียคนเดียว พังทั้งคู่: หากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งติด Blacklist ธนาคารมักจะปฏิเสธคำขอกู้ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่ตัดชื่อคนนั้นออก


5. บทสรุป: เลือกแบบไหนดี?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบบไหนดีกว่าในทางทฤษฎี แต่อยู่ที่ "ความพร้อม" ของคุณ:

  • เลือก "กู้เดี่ยว" เมื่อ: คุณมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระได้สบายๆ (DSR ไม่เกิน 40%), คุณต้องการอิสระในการจัดการทรัพย์สิน, และไม่อยากมีปัญหาจุกจิกเรื่องคนอื่นในอนาคต

  • เลือก "กู้ร่วม" เมื่อ: วงเงินกู้เดี่ยวไม่พอสำหรับบ้านที่ต้องการ, คุณมั่นใจในความสัมพันธ์กับผู้กู้ร่วม (มากๆ), และมีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าใครจะผ่อนเท่าไหร่ และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะจัดการอย่างไร

Tip: หากจำเป็นต้องกู้ร่วมจริงๆ แนะนำให้ทำ "บันทึกข้อตกลงแนบท้าย" กันเองไว้ด้วยว่า ใครเป็นคนผ่อนหลัก และหากมีการขายบ้าน เงินจะถูกแบ่งอย่างไร เพื่อความเป็นธรรมที่สุดครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน

PAH

PAH

บทความที่เกี่ยวข้อง

บ้านขายไม่ออก 90 วัน? แก้ 10 จุดก่อนลดราคา (เช็กลิสต์ขายบ้านให้กลับมามีคนทัก)

บ้านขายไม่ออก 90 วัน? แก้ 10 จุดก่อนลดราคา (เช็กลิสต์ขายบ้านให้กลับมามีคนทัก)

บ้านประกาศขายมา 90 วันยังเงียบ อย่าเพิ่งลดราคา! เช็กฟันเนลประกาศขาย + แก้ 10 จุดสำคัญ ตั้งราคาให้ตรงตลาด ปรับรูป/คำบรรยาย ทำ Home Staging เอกสาร-ค่าใช้จ่ายให้ชัด เพื่อเร่งปิดการขาย

120
2 นาทีในการอ่าน
กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม แบบไหนดีกว่า? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียให้ชัด ก่อนเป็นหนี้ก้อนโต (ฉบับปี 2026)

กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม แบบไหนดีกว่า? เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียให้ชัด ก่อนเป็นหนี้ก้อนโต (ฉบับปี 2026)

กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม: ศึกแห่งศักดิ์ศรีและวงเงินสินเชื่อ แบบไหนที่เหมาะกับคุณ?

14 ม.ค. 2569
9
2 นาทีในการอ่าน
PAH
by PAH
กู้บ้าน-ธุรกิจต้องรู้! MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ฉบับอัปเดต 2569

กู้บ้าน-ธุรกิจต้องรู้! MRR MLR MOR ต่างกันอย่างไร ฉบับอัปเดต 2569

"อัปเดตนิยามดอกเบี้ยลอยตัวปี 2569: เปรียบเทียบชัดเจน MRR, MLR, MOR แบบไหนเหมาะกับใคร พร้อมวิธีวางแผนการเงินก่อนเป็นหนี้"

13 ม.ค. 2569
15
1 นาทีในการอ่าน