ทางแยกสำคัญของคนอยากมีบ้าน
เมื่อราคาบ้านและคอนโดมิเนียมพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับรายได้ การเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เพียงลำพังจึงกลายเป็นเรื่องท้าทายสำหรับหลายคน คำถามยอดฮิตที่ตามมาคือ "ควรจะกัดฟันกู้คนเดียว หรือหาคนมากู้ร่วมดี?"
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่อง "ผ่าน" หรือ "ไม่ผ่าน" การอนุมัติสินเชื่อ แต่ยังส่งผลระยะยาวถึงกรรมสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว การลดหย่อนภาษี และปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากความสัมพันธ์เปลี่ยนไป บทความนี้จะกางข้อมูลให้เห็นชัดๆ ว่าระหว่าง กู้เดี่ยว (Single Mortgage) และ กู้ร่วม (Joint Mortgage) ทางเลือกไหนคือคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับคุณ
1. นิยามเบื้องต้น: กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม คืออะไร?
กู้เดี่ยว (Single Borrower)
คือการยื่นขอสินเชื่อโดยใช้ชื่อคุณเพียงคนเดียว ธนาคารจะพิจารณาจากรายได้ ภาระหนี้ และเครดิตบูโรของคุณเพียวๆ
เหมาะกับ: คนที่มีรายได้มั่นคงเพียงพอ, ต้องการความเป็นอิสระ 100%, หรือต้องการซื้อไว้ลงทุนส่วนตัว
กู้ร่วม (Joint Borrower)
คือการที่มีบุคคลอื่นมายื่นกู้พร้อมกับคุณ เพื่อนำรายได้มารวมกันในการคำนวณวงเงิน โดยกฎหมายกำหนดให้กู้ร่วมได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน
ใครกู้ร่วมได้บ้าง: บิดามารดา, พี่น้องท้องเดียวกัน, สามีภรรยา (จดและไม่จดทะเบียน), และปัจจุบันหลายธนาคารเปิดรับ คู่รัก LGBTQ+ แล้ว
เหมาะกับ: คนที่รายได้คนเดียวไม่พอซื้อบ้านในฝัน, ต้องการวงเงินที่สูงขึ้น, หรือต้องการช่วยกันผ่อน
2. เปรียบเทียบหมัดต่อหมัด: ข้อดีและข้อเสีย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราจะแบ่งการเปรียบเทียบออกเป็น 4 ยกสำคัญ ดังนี้:
ยกที่ 1: วงเงินอนุมัติ (Loan Amount)
กู้เดี่ยว: วงเงินจำกัดตามฐานเงินเดือนของคุณ หากมีภาระหนี้เดิม (รถ, บัตรเครดิต) วงเงินจะยิ่งลดลง
กู้ร่วม: (ชนะเลิศ 🏆) นำรายได้ของผู้กู้ทุกคนมารวมกัน ทำให้ฐานรายได้สูงขึ้น วงเงินอนุมัติจึงสูงขึ้นตามไปด้วย โอกาสกู้ผ่านก็มีมากกว่า
ยกที่ 2: กรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ (Ownership)
กู้เดี่ยว: (ชนะเลิศ 🏆) คุณเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว จะขาย จะโอน จะรีไฟแนนซ์ หรือจะตกแต่ง ก็ทำได้ทันที ไม่ต้องรอขออนุญาตใคร
กู้ร่วม: โดยทั่วไป ผู้กู้ร่วมมักจะมีชื่อเป็น "ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม" ในโฉนดด้วย (เว้นแต่จะระบุเป็นอย่างอื่น ซึ่งทำยากกว่า) การจะทำนิติกรรมใดๆ เกี่ยวกับบ้าน ต้องได้รับความยินยอมจากทุกคน หากทะเลาะกันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ทันที
ยกที่ 3: สิทธิลดหย่อนภาษี (Tax Deduction)
กู้เดี่ยว: ใช้สิทธิ์ลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท/ปี เต็มเม็ดเต็มหน่วย
กู้ร่วม: สิทธิ์ลดหย่อน 100,000 บาท จะถูกหารเฉลี่ยตามจำนวนผู้กู้ เช่น กู้ 2 คน จะลดหย่อนได้คนละไม่เกิน 50,000 บาท แม้คนหนึ่งจะจ่ายมากกว่าก็ตาม
ยกที่ 4: ความเสี่ยงและความคล่องตัว (Risk & Flexibility)
กู้เดี่ยว: รับผิดชอบหนี้คนเดียว ถ้าตกงานหรือป่วย ผ่อนไม่ไหว บ้านอาจโดนยึด ไม่มีคนช่วยแบก
กู้ร่วม: ช่วยกันผ่อนเบาแรงกว่า แต่มีความเสี่ยงเรื่อง "ความสัมพันธ์" หากเลิกรากัน หรือพี่น้องทะเลาะกัน การเคลียร์หนี้สินและชื่อในโฉนดเป็นเรื่องยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง
3. ตารางสรุป: กู้เดี่ยว vs กู้ร่วม ดูง่ายใน 1 นาที
หัวข้อเปรียบเทียบ | กู้เดี่ยว (Single) | กู้ร่วม (Joint) |
วงเงินกู้ | น้อยกว่า (คิดจากคนเดียว) | สูงกว่า (คิดจากรายได้รวม) |
โอกาสอนุมัติ | ยากกว่า (ถ้าฐานเงินเดือนไม่สูง) | ง่ายกว่า |
กรรมสิทธิ์โฉนด | เจ้าของคนเดียว 100% | กรรมสิทธิ์ร่วม (หารตามจำนวนคน) |
การตัดสินใจ (ขาย/โอน) | ตัดสินใจได้ทันที | ต้องยินยอมพร้อมใจทุกคน |
ลดหย่อนภาษี | สูงสุด 100,000 บาท | หารเฉลี่ย (เช่น 50,000 ต่อคน) |
ความเสี่ยงหลัก | รับภาระหนี้คนเดียว | ปัญหาความสัมพันธ์/การเลิกรา |
4. เรื่องจริงที่ต้องระวัง (Warning Signs)
ก่อนตัดสินใจ "กู้ร่วม" ขอให้พิจารณาประเด็นเหล่านี้ให้ดี เพราะนี่คือปัญหาที่พบบ่อยที่สุด:
กู้ร่วมกับแฟน (ไม่จดทะเบียน): รักกันหวานชื่นตอนซื้อ แต่ตอนเลิกกันคือ "นรก" ใครจะอยู่? ใครจะผ่อนต่อ? หรือจะขายแบ่งเงิน? ถ้าตกลงกันไม่ได้ อาจถึงขั้นฟ้องร้อง
กู้ร่วมเพื่อดันวงเงิน (แต่ไม่ได้ช่วยผ่อน): เช่น ให้พี่สาวมากู้ร่วมเพื่อให้ผ่าน แต่เราผ่อนคนเดียว ปัญหาจะเกิดเมื่อพี่สาวจะไปซื้อบ้านของตัวเอง จะกู้ไม่ผ่านเพราะติดชื่อกู้ร่วมกับเรา ทำให้เสียสิทธิ์เครดิตของเขาไป
เครดิตบูโรเสียคนเดียว พังทั้งคู่: หากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งติด Blacklist ธนาคารมักจะปฏิเสธคำขอกู้ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่ตัดชื่อคนนั้นออก
5. บทสรุป: เลือกแบบไหนดี?
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าแบบไหนดีกว่าในทางทฤษฎี แต่อยู่ที่ "ความพร้อม" ของคุณ:
เลือก "กู้เดี่ยว" เมื่อ: คุณมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนชำระได้สบายๆ (DSR ไม่เกิน 40%), คุณต้องการอิสระในการจัดการทรัพย์สิน, และไม่อยากมีปัญหาจุกจิกเรื่องคนอื่นในอนาคต
เลือก "กู้ร่วม" เมื่อ: วงเงินกู้เดี่ยวไม่พอสำหรับบ้านที่ต้องการ, คุณมั่นใจในความสัมพันธ์กับผู้กู้ร่วม (มากๆ), และมีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าใครจะผ่อนเท่าไหร่ และหากเกิดเหตุไม่คาดฝันจะจัดการอย่างไร
Tip: หากจำเป็นต้องกู้ร่วมจริงๆ แนะนำให้ทำ "บันทึกข้อตกลงแนบท้าย" กันเองไว้ด้วยว่า ใครเป็นคนผ่อนหลัก และหากมีการขายบ้าน เงินจะถูกแบ่งอย่างไร เพื่อความเป็นธรรมที่สุดครับ



