ปล่อยเช่าให้คุ้ม: วิธีคิด Yield “สุทธิ” + ประเมินความเสี่ยงผู้เช่า/ซ่อม แบบทำตามได้
การปล่อยเช่าให้ “คุ้มจริง” ไม่ได้ดูแค่ค่าเช่า/เดือนหรือ Yield แบบหยาบ ๆ แต่ต้องดู Yield สุทธิ (Net Yield) ที่หัก “ค่าใช้จ่ายจริง” และเผื่อ “ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นแน่” เช่น ห้องว่าง ผู้เช่าค้างจ่าย และค่าซ่อมบำรุงตามอายุทรัพย์
บทความนี้สรุปกรอบคิดแบบเป็นระบบ เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้ว่า ทรัพย์นี้ควรซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือไม่ และควรตั้งค่าเช่า/เงื่อนไขอย่างไรให้คุมความเสี่ยงได้

1) Gross Yield vs Net Yield ต่างกันอย่างไร (และทำไมต้องดู “สุทธิ”)
Gross Yield (ผลตอบแทนขั้นต้น)
ค่าเช่ารวมต่อปี ÷ ราคาซื้อ (หรือมูลค่าทรัพย์)
ข้อดี: คิดเร็ว
ข้อเสีย: มัก “ดูดีเกินจริง” เพราะยังไม่หักค่าใช้จ่ายและความเสี่ยง
Net Yield (ผลตอบแทนสุทธิ / Cap Rate แบบง่าย)
(ค่าเช่ารวมต่อปี – ค่าใช้จ่ายดำเนินการ – ค่าเสียโอกาสจากห้องว่าง) ÷ เงินลงทุนรวม
นี่คือ Yield ที่สะท้อน “เงินเหลือจริง” มากกว่า
ทริคสำคัญ: หากคุณกู้ธนาคาร ให้ดูเพิ่มอีกตัวคือ Cash-on-Cash Return (ข้อ 4) เพราะกำไรจริงจะถูกกระทบจากค่างวด/ดอกเบี้ย
2) สูตรคิด Yield สุทธิ (Net Yield) แบบใช้งานจริง
ขั้นที่ 1: คำนวณ “รายได้ค่าเช่าต่อปี”
ค่าเช่าต่อเดือน × 12
ขั้นที่ 2: หัก “Vacancy/ห้องว่าง”
วิธีคิดแบบง่าย (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง)
คิดเป็นเดือนว่าง/ปี เช่น ว่าง 1 เดือน/ปี
→ ค่าเสียโอกาส = ค่าเช่าต่อเดือน × 1คิดเป็น % เช่น เผื่อว่าง 5–10% (ตามทำเล/ตลาด/คุณภาพทรัพย์)
ขั้นที่ 3: หัก “ค่าใช้จ่ายดำเนินการ” ที่เจ้าของต้องแบก
ตัวอย่างรายการที่พบบ่อย (เลือกใส่ให้ครบตามทรัพย์)
ค่าส่วนกลาง/ค่านิติ (คอนโด/หมู่บ้าน)
ค่าซ่อมบำรุงรายปี + ค่าเปลี่ยนของใหญ่ (แอร์ ปั๊มน้ำ เครื่องทำน้ำอุ่น เฟอร์ฯ)
ค่าแม่บ้าน/ทำความสะอาดตอนเปลี่ยนผู้เช่า + ค่าซ่อมเก็บงานก่อนปล่อยเช่า
ค่านายหน้า (ถ้าใช้) / ค่าโฆษณา
ประกันภัยทรัพย์สิน (ถ้าทำ)
ภาษี/ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการถือครองหรือรายได้ (แล้วแต่กรณี)
ค่าอุปกรณ์สิ้นเปลือง/ค่าเดินทาง/ค่าจัดการ (ถ้าบริหารเองก็ควร “ตีมูลค่าเวลา”)
สรุปสูตร
NOI (กำไรจากการดำเนินการ)
NOI = ค่าเช่าต่อปี – Vacancy – ค่าใช้จ่ายดำเนินการ
Net Yield (%)
Net Yield = NOI ÷ เงินลงทุนรวม × 100
เงินลงทุนรวม ควรนับมากกว่า “ราคาซื้อ” เช่น ค่าโอน/ค่าใช้จ่ายวันโอน, ค่าปรับปรุง, เฟอร์ฯ เพิ่มเติม (เพื่อให้ Yield ไม่หลอกตัวเอง)
3) ตัวอย่างคำนวณ
ตัวอย่าง:
ราคา + ค่าใช้จ่ายวันโอน/ปรับปรุงรวม = 3,200,000
ค่าเช่า = 18,000/เดือน → รายได้ต่อปี 216,000
เผื่อว่าง 1 เดือน/ปี → Vacancy = 18,000
ค่าใช้จ่ายดำเนินการต่อปี (ตัวอย่างรวม):
ค่าส่วนกลาง 24,000
ค่าซ่อม/สำรองเปลี่ยนของ 18,000
ค่าทำความสะอาด/เก็บงาน/จิปาถะ 6,000
รวมค่าใช้จ่าย = 48,000
คำนวณ:
NOI = 216,000 – 18,000 – 48,000 = 150,000
Net Yield = 150,000 ÷ 3,200,000 × 100 = 4.69% ต่อปี
ข้อสังเกต: ถ้าคุณดูแค่ Gross Yield = 216,000 ÷ 3,200,000 = 6.75%
จะเห็นว่าพอคิด “สุทธิ” แล้วลดลงชัดเจน — นี่แหละเหตุผลที่ต้องคิด Net Yield
4) ถ้ากู้ธนาคาร ต้องดู “Cash-on-Cash Return” เพิ่ม
Net Yield คือผลตอบแทนบน “มูลค่าทรัพย์/เงินลงทุนรวม”
แต่ถ้าคุณกู้จริง กำไรเงินสดจะขึ้นกับ “เงินที่คุณจ่ายจริง” และ “ค่างวด”
Cash-on-Cash Return (%)
(NOI – ดอกเบี้ย/ค่างวดสุทธิที่จ่ายต่อปี) ÷ เงินสดที่คุณลงจริง × 100
ใช้เพื่อเช็กว่า
ผ่อนแล้ว “เหลือเงินสด” หรือ “ต้องเติมเงินทุกเดือน”
ควรเพิ่มดาวน์/ลดราคาซื้อ/เพิ่มค่าเช่า/ปรับเงื่อนไขอย่างไร
5) ความเสี่ยงผู้เช่า: เช็กอะไรบ้างก่อนปล่อย (Tenant Risk)
ความเสี่ยงหลักที่เจอบ่อย
ค้างค่าเช่า / จ่ายไม่ตรงเวลา
อยู่แล้วทำทรัพย์เสียหาย / ไม่ดูแล
ย้ายออกก่อนกำหนด ทำให้เกิด “ห้องว่าง” และค่าใช้จ่ายเปลี่ยนผู้เช่า
ข้อพิพาทเรื่องเงินประกัน/สภาพห้อง
วิธีลดความเสี่ยง (ทำเป็นระบบ)
คัดกรองผู้เช่า: เอกสารรายได้/งาน/ประวัติการเช่า (เท่าที่ทำได้)
เก็บเงินประกัน + ค่าเช่าล่วงหน้า ให้เหมาะกับความเสี่ยงของทรัพย์
ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุชัด: วันจ่าย, ค่าปรับ, ระยะสัญญา, เงื่อนไขยกเลิก, ความรับผิดชอบซ่อม
ทำบันทึกสภาพห้อง + รูป/วิดีโอวันส่งมอบ ลดดราม่าเงินประกัน
ตรวจสภาพเป็นรอบ (เช่น ทุก 3–6 เดือน ตามที่ตกลงในสัญญา)
6) ความเสี่ยงค่าซ่อม/เสื่อมสภาพ: จุดที่ทำให้ Yield พัง
ต่อให้ผู้เช่าดี แต่ “ค่าซ่อมหนัก” ก็ทำให้กำไรหายได้ทันที โดยเฉพาะ:
แอร์/ระบบไฟ/ระบบน้ำ/ท่อน้ำรั่วซึม
เฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (ถ้าปล่อยแบบเฟอร์ครบ)
ค่าซ่อมส่วนควบ/โครงสร้าง/น้ำรั่วจากห้องอื่น (คอนโด)
อาคารเก่า → ค่าใช้จ่ายจุกจิกถี่ขึ้น
วิธีรับมือที่แนะนำ
กัน “งบซ่อมสำรอง” เป็นรายปี (คิดเป็นก้อน ไม่ใช่คิดว่าคงไม่เกิด)
ตรวจเช็กระบบก่อนปล่อยเช่า (จ่ายครั้งเดียวแต่ลดปัญหายาว)
แยกเงื่อนไขซ่อม: “ซ่อมจากการใช้งานปกติ” vs “ซ่อมจากความเสียหายของผู้เช่า”
ถ้าทรัพย์เก่า ให้เพิ่ม Buffer ใน Vacancy และ Repair reserve ตั้งแต่ต้น
7) เช็กลิสต์ตัดสินใจเร็ว: ทรัพย์นี้ “ปล่อยเช่าคุ้มไหม”
ให้ตอบ 7 ข้อนี้ก่อนซื้อ/ก่อนรับทรัพย์เข้าพอร์ต
ค่าเช่าในตลาดจริง (ไม่ใช่ค่าเช่าที่ “หวังว่าจะได้”) อยู่ที่เท่าไร
เผื่อห้องว่างขั้นต่ำต่อปีเท่าไร (อย่างน้อย 1 เดือน/ปี?)
ค่าส่วนกลาง/ค่านิติ/ภาระประจำต่อปีเท่าไร
ต้องซ่อม/เติมเฟอร์ฯ ก้อนแรกเท่าไร (นับในเงินลงทุนรวม)
กันงบซ่อมรายปีไว้เท่าไร (มี buffer แล้วหรือยัง)
ถ้ากู้: ผ่อนแล้วเหลือเงินสดหรือไม่ (Cash-on-Cash เป็นบวกไหม)
แผนรับมือผู้เช่า: สัญญา/เงินประกัน/หลักฐานสภาพห้องพร้อมหรือยัง
สรุป
ปล่อยเช่าให้คุ้มในปี 2569 ต้องมอง “ตัวเลขจริง” มากกว่า “ตัวเลขสวย”
สูตรคือ คิด Net Yield จากเงินลงทุนรวม + เผื่อห้องว่าง + กันค่าซ่อม และวางระบบคัดกรองผู้เช่า/สัญญาให้ชัด จะช่วยให้คุณได้ผลตอบแทนที่นิ่งขึ้น และลดโอกาสที่กำไรหายเพราะเหตุการณ์ที่คาดเดาได้


