ทรัพย์ติดผู้เช่า-ผู้บุกรุก ทำอย่างไรหลังประมูลได้
หนึ่งในสถานการณ์ที่นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จากการประมูลทรัพย์ขายทอดตลาดต้องเจอบ่อยที่สุด คือการที่ทรัพย์ที่ประมูลได้ "ยังมีคนอยู่" ไม่ว่าจะเป็นผู้เช่าที่อยู่มาก่อน เจ้าของเดิมที่ยังไม่ยอมย้ายออก หรือผู้บุกรุกที่ไม่มีสิทธิใด ๆ เลย สถานการณ์เช่นนี้สร้างความกังวลให้ผู้ประมูลได้จำนวนมาก เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจัดการอย่างไร มีสิทธิไล่คนออกได้เลยหรือไม่ และหากผู้อยู่อาศัยไม่ยอมออก ต้องทำอย่างไรตามกฎหมาย บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจทีละขั้นตอน
หมายเหตุ: เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะกรณี แต่ละคดีมีรายละเอียดต่างกัน ผู้ที่เจอสถานการณ์นี้จริงควรปรึกษาทนายความหรือติดต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอย่างถูกต้อง
ทำไมทรัพย์ประมูลจึงมักติดผู้เช่าหรือผู้บุกรุก
ทรัพย์ที่นำมาขายทอดตลาดส่วนใหญ่มาจากกระบวนการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี (กรมบังคับคดี) ซึ่งเกิดจากลูกหนี้ที่ถูกฟ้องและแพ้คดี แล้วถูกยึดทรัพย์มาขาย ในระหว่างที่คดีความดำเนินอยู่ เจ้าของเดิมมักยังคงอาศัยอยู่ในทรัพย์นั้น หรือบางกรณีอาจปล่อยเช่าให้ผู้อื่นอยู่ไว้ก่อนแล้ว เมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดไปแล้ว ผู้ที่อาศัยอยู่เดิมจึงไม่ได้ย้ายออกโดยอัตโนมัติ ผู้ประมูลได้จึงต้องเป็นฝ่ายดำเนินการตามกฎหมายเพื่อให้ได้ครอบครองทรัพย์อย่างสมบูรณ์
แยกให้ออกก่อน: "ผู้เช่าถูกต้องตามกฎหมาย" กับ "ผู้บุกรุก" ไม่เหมือนกัน
ก่อนตัดสินใจดำเนินการใด ๆ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าผู้ที่อาศัยอยู่ในทรัพย์นั้นมีสถานะอย่างไร เพราะแนวทางจัดการแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
กรณีที่ 1: ผู้เช่าที่มีสัญญาเช่าจดทะเบียนถูกต้อง
หากทรัพย์นั้นมีผู้เช่าที่ทำสัญญาเช่ากับเจ้าของเดิมไว้ก่อนหน้า และเป็น สัญญาเช่าที่จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ (โดยทั่วไปคือกรณีเช่าเกิน 3 ปี) สัญญาเช่านั้นย่อมผูกพันผู้ซื้อทรัพย์คนใหม่ด้วย ตามหลักกฎหมายที่ว่า "การเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนย่อมใช้ยันบุคคลภายนอกได้" ผู้ซื้อทรัพย์จึงต้องรับโอนสิทธิและหน้าที่ของผู้ให้เช่าเดิมต่อไปจนกว่าสัญญาเช่าจะครบกำหนด ไม่สามารถไล่ผู้เช่าออกก่อนสัญญาหมดอายุได้ตามอำเภอใจ
กรณีที่ 2: ผู้เช่าที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือเช่าโดยไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
หากเป็นการเช่าแบบปากเปล่า หรือมีสัญญาเช่าแต่ไม่ได้จดทะเบียน (ซึ่งตามกฎหมายจะบังคับใช้ได้ไม่เกิน 3 ปี และไม่ผูกพันบุคคลภายนอกที่รับโอนกรรมสิทธิ์มา) กรณีเช่นนี้สัญญาเช่าเดิม ไม่ผูกพันผู้ซื้อทรัพย์รายใหม่ ผู้ซื้อสามารถบอกเลิกและขอให้ผู้เช่าออกจากทรัพย์ได้ โดยควรแจ้งล่วงหน้าตามสมควรและเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกันข้อโต้แย้งในภายหลัง
กรณีที่ 3: เจ้าของเดิมหรือบุคคลอื่นที่อยู่โดยไม่มีสิทธิ (ผู้บุกรุก)
กรณีนี้พบได้บ่อยที่สุด คือเจ้าของเดิมที่ถูกยึดทรัพย์ไปขายทอดตลาดยังคงพักอาศัยอยู่ในบ้านหรือที่ดินนั้นโดยไม่มีสิทธิใด ๆ ตามกฎหมายอีกต่อไป หรืออาจเป็นบุคคลอื่นที่เข้ามาอยู่อาศัยโดยไม่ได้รับอนุญาต กรณีเช่นนี้ผู้ซื้อทรัพย์มีสิทธิดำเนินการตามกฎหมายเพื่อขอให้ศาลบังคับให้บุคคลเหล่านั้นออกจากทรัพย์ได้
ห้ามทำเด็ดขาด: ห้ามใช้กำลังหรือบังคับขับไล่ด้วยตนเอง
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ซื้อทรัพย์ไม่มีสิทธิเข้าไปบังคับ ขนย้ายทรัพย์สิน เปลี่ยนกุญแจ หรือขับไล่ผู้อยู่อาศัยด้วยตนเองโดยพลการ แม้จะถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์นั้นแล้วก็ตาม การกระทำเช่นนี้อาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา เช่น บุกรุก หรือทำให้เสียทรัพย์ และอาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกลับได้ การให้ได้มาซึ่งการครอบครองทรัพย์ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น
ขั้นตอนตามกฎหมายเมื่อทรัพย์ที่ประมูลได้ติดผู้บุกรุกหรือเจ้าของเดิม
สำหรับทรัพย์ที่ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดี กฎหมายได้เปิดช่องทางพิเศษให้ผู้ซื้อสามารถขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบริวารออกจากอสังหาริมทรัพย์ได้ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้
1. ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ผู้ซื้อทรัพย์ยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีในคดีเดิม เพื่อขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้กฎหมายกำหนดกรอบเวลาในการยื่นคำร้องไว้ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์
2. ศาลออกคำบังคับ เมื่อศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าเงื่อนไข จะออกคำบังคับกำหนดระยะเวลาให้ผู้ที่อยู่อาศัยเดิมออกจากทรัพย์ภายในกำหนด
3. หากไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ให้ยื่นขอหมายบังคับคดี กรณีที่ผู้อยู่อาศัยเดิมไม่ยอมออกตามกำหนด ผู้ซื้อทรัพย์สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลออก หมายบังคับคดีขับไล่ ต่อไป
4. เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขับไล่ เมื่อได้หมายบังคับคดีแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีจะเป็นผู้ดำเนินการบังคับให้ผู้อยู่อาศัยและทรัพย์สินออกจากสถานที่ตามกฎหมาย ผู้ซื้อทรัพย์ไม่ต้องดำเนินการขับไล่ด้วยตนเอง
กระบวนการนี้ใช้เวลาพอสมควร (มักหลายเดือนถึงเป็นปี ขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลและความร่วมมือของคู่กรณี) ผู้ซื้อทรัพย์จึงควรเผื่อระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีไว้ในแผนการลงทุนตั้งแต่ต้น
แนวทางที่นิยมใช้ควบคู่กัน: การเจรจาก่อนขึ้นศาล
แม้กฎหมายจะเปิดช่องให้ดำเนินการทางศาลได้ แต่ในทางปฏิบัติ นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้วิธี เจรจากับผู้อยู่อาศัยเดิมก่อน เพราะเร็วกว่าและประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี วิธีที่นิยม เช่น
เสนอ ค่าขนย้าย หรือ "ค่าไม่ยุ่งยาก" ให้ผู้อยู่อาศัยเดิมย้ายออกภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน
ให้เวลาผ่อนปรนพอสมควรสำหรับการหาที่อยู่ใหม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้สูงอายุหรือเด็กอาศัยอยู่ด้วย
ทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรระบุวันที่ต้องย้ายออกให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาในภายหลัง
การเจรจามักเป็นทางออกที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่า เพราะช่วยลดความขัดแย้งและทำให้ผู้ซื้อทรัพย์ได้ครอบครองทรัพย์เร็วกว่าการรอกระบวนการศาลจนสิ้นสุด
สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจประมูลทรัพย์ที่มีผู้อยู่อาศัย
เพื่อลดความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ผู้ที่สนใจประมูลทรัพย์ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนเข้าร่วมประมูล เช่น
สอบถามสถานะผู้อยู่อาศัยจากเจ้าพนักงานบังคับคดี ก่อนวันประมูล ว่าเป็นเจ้าของเดิม ผู้เช่า หรือบุคคลอื่น
ตรวจสอบว่ามีสัญญาเช่าจดทะเบียนติดอยู่กับทรัพย์หรือไม่ ซึ่งจะกระทบสิทธิการเข้าใช้ประโยชน์ในทรัพย์หลังประมูลได้
สำรวจสภาพทรัพย์จากภายนอกหรือสอบถามข้อมูลจากเพื่อนบ้าน เพื่อประเมินสถานการณ์เบื้องต้นก่อนตัดสินใจเข้าประมูล
เผื่องบประมาณและระยะเวลา สำหรับค่าใช้จ่ายในการเจรจาหรือดำเนินคดีขับไล่ไว้ล่วงหน้า ไม่ควรคาดหวังว่าจะได้ครอบครองทรัพย์ทันทีหลังโอนกรรมสิทธิ์
สรุป
ทรัพย์ที่ประมูลได้แล้วยังติดผู้เช่าหรือผู้บุกรุกเป็นสถานการณ์ที่พบได้บ่อยในการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด สิ่งสำคัญคือผู้ซื้อต้องแยกให้ออกก่อนว่าผู้ที่อาศัยอยู่มีสิทธิตามสัญญาเช่าที่จดทะเบียนหรือไม่ และห้ามใช้วิธีขับไล่ด้วยตนเองโดยเด็ดขาด แต่ควรดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำบังคับและหมายบังคับคดี หรือการเจรจากับผู้อยู่อาศัยเดิมเพื่อหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ การเตรียมความพร้อมและเผื่อเวลาไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าประมูล จะช่วยให้นักลงทุนจัดการสถานการณ์นี้ได้อย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ประมูลทรัพย์ได้แล้ว สามารถเข้าไปเปลี่ยนกุญแจหรือขนของออกเองได้ไหม? A: ไม่ได้ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ครอบครองเดิมและอาจมีความผิดทางอาญา ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางศาลเท่านั้น
Q2: ต้องยื่นคำร้องขอคำบังคับภายในกี่ปี? A: โดยหลักทั่วไปต้องยื่นคำร้องต่อศาลภายใน 5 ปีนับแต่วันที่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่ซื้อจากการขายทอดตลาด
Q3: หากทรัพย์มีผู้เช่าที่จดทะเบียนสัญญาเช่าไว้ ต้องรับสัญญาเช่านั้นต่อจริงหรือไม่? A: จริง สัญญาเช่าที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายจะผูกพันผู้ซื้อทรัพย์รายใหม่ จนกว่าสัญญาจะครบกำหนด ไม่สามารถบอกเลิกก่อนกำหนดได้ตามอำเภอใจ
Q4: กระบวนการขับไล่ผ่านศาลใช้เวลานานแค่ไหน? A: ไม่มีระยะเวลาตายตัว ขึ้นอยู่กับดุลพินิจศาลและความร่วมมือของคู่กรณี โดยทั่วไปอาจใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี จึงควรเผื่อเวลาไว้ในแผนการลงทุน
Q5: การเจรจาให้ค่าขนย้ายเพื่อให้ย้ายออกเร็วขึ้น ทำได้หรือไม่? A: ทำได้ และเป็นวิธีที่นักลงทุนจำนวนมากเลือกใช้ เพราะช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับการดำเนินคดีจนถึงที่สุด แต่ควรทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนทุกครั้ง







