สัญญาอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ซื้อ–ผู้ขายต้องรู้
เข้าใจให้ชัดก่อนวางเงิน ป้องกันความเสี่ยงก่อนโอน
การซื้อขายบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ไม่ได้มีแค่การตกลงราคาแล้วโอนที่กรมที่ดิน แต่มี สัญญา 3 ประเภทสำคัญ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิ หน้าที่ และความเสี่ยงของผู้ซื้อและผู้ขาย หากเข้าใจไม่ครบ อาจเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
หมายเหตุสำคัญ
เมื่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินเสร็จสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่จะส่งมอบ โฉนดที่ดิน พร้อม ใบ ทด.13 ให้แก่ผู้ซื้อ
1) สัญญาจอง (Reservation Agreement)
สัญญาจองซื้อ เป็นสัญญาลักษณะใหม่ที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์พัฒนาขึ้น เพื่อนำมาใช้แทน “สัญญาจะซื้อจะขาย” ในบางกรณี โดยเฉพาะเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายบางประการ ซึ่งส่งผลให้ ความเสี่ยงตกอยู่กับผู้ซื้อเป็นหลัก
ลักษณะการใช้ในทางปฏิบัติ
ผู้ซื้อวางเงินจอง และได้รับใบรับเงิน
สัญญามักกำหนดให้ผ่อนเงินดาวน์เป็นงวด
ระบุเงื่อนไขว่า เมื่อผู้ขายได้รับอนุญาตก่อสร้างหรือขึ้นโครงการแล้ว ผู้ซื้อจะต้องเข้าทำ สัญญาจะซื้อจะขาย
ความเสี่ยงที่ผู้ซื้อต้องรู้
หากครบกำหนดแล้วผู้ขาย ไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้าง หรือ ไม่ขึ้นโครงการ ได้
ผู้ซื้อ ไม่สามารถบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ได้
ทำได้เพียงเรียกคืนเงินที่ชำระไป (บางกรณีไม่มีดอกเบี้ย)
เนื่องจาก ไม่มีข้อกำหนดผูกพันหน้าที่โอนทรัพย์อย่างชัดเจน
2) สัญญาจะซื้อจะขาย (Agreement to Sell and Purchase)
สัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่กฎหมายให้ความคุ้มครองสูงกว่า และสามารถบังคับคดีได้ง่ายกว่า แม้กฎหมายจะไม่บังคับว่าต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป แต่ในทางปฏิบัติควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อความชัดเจน
หลักกฎหมายสำคัญ
หากมีการวางมัดจำหรือชำระเงินบางส่วนแล้ว แม้ไม่มีสัญญาเป็นหนังสือ ก็สามารถฟ้องร้องได้
หากถึงกำหนดโอนแล้วผู้ขายไม่ไปโอน ผู้ซื้อสามารถฟ้องบังคับโอนกรรมสิทธิ์ได้
สิทธิและหน้าที่
ผู้ซื้อ ต้องชำระเงินตามเงื่อนไข
ผู้ขาย ต้องโอนกรรมสิทธิ์ตามกำหนด
กรณีผิดสัญญา
ผู้ซื้อผิดสัญญา → ผู้ขายยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำ/เงินดาวน์ได้
ผู้ขายผิดสัญญา → ผู้ซื้อเลือกได้ว่า
ฟ้องบังคับโอนกรรมสิทธิ์ หรือ
ยกเลิกสัญญาและเรียกคืนเงิน พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่รับเงินแต่ละงวด
3) สัญญาซื้อขาย (Sale and Purchase Agreement)
สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ตามกฎหมาย ต้องทำเป็นหนังสือและ จดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน จึงจะสมบูรณ์และมีผลโอนกรรมสิทธิ์ทันที
ข้อกฎหมายที่ต้องระวัง
หากซื้อขายกันโดย ไม่จดทะเบียนที่กรมที่ดิน
สัญญาจะถือเป็น โมฆะ ไม่มีผลผูกพัน
หากมีการชำระเงินกันแล้ว ต้องคืนเงินแก่กันทั้งหมด
ในทางปฏิบัติ สัญญาซื้อขายมักใช้ แบบสัญญามาตรฐานของกรมที่ดิน และทำในวันโอนกรรมสิทธิ์จริง
ข้อสังเกตสำคัญ (Key Observations)
สัญญาจอง
ใช้เป็นจุดเริ่มต้นการขาย ไม่ผูกมัดผู้ขาย หากโครงการไม่เกิด ผู้ซื้อได้เพียงเงินคืน (มักไม่มีดอกเบี้ย)สัญญาจะซื้อจะขาย
มีผลบังคับทางกฎหมายชัดเจน สามารถกำหนดวันโอนในอนาคต และฟ้องบังคับโอนได้สัญญาซื้อขาย
ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน หากไม่จด จะไม่เกิดผลตามกฎหมาย
เอกสารประกอบการทำสัญญา (พื้นฐาน)
สำเนาบัตรประชาชน
สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ซื้อ
FAQ – คำถามที่พบบ่อย
Q1: สัญญาจองแตกต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายอย่างไร?
A: สัญญาจองไม่ผูกพันให้โอนกรรมสิทธิ์ หากโครงการไม่เกิด ผู้ซื้อทำได้เพียงเรียกเงินคืน ต่างจากสัญญาจะซื้อจะขายที่สามารถบังคับโอนได้
Q2: หากผู้ขายไม่ไปโอน ผู้ซื้อฟ้องได้หรือไม่?
A: ฟ้องได้ หากมีสัญญาจะซื้อจะขายและมีการวางมัดจำหรือชำระเงินแล้ว
Q3: สัญญาซื้อขายต้องจดทะเบียนหรือไม่?
A: ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่ดิน มิฉะนั้นสัญญาเป็นโมฆะ
Q4: ผู้ซื้อผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ผลเป็นอย่างไร?
A: ผู้ขายสามารถยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำหรือเงินดาวน์ได้
Q5: หลังโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อจะได้รับเอกสารอะไร?
A: โฉนดที่ดินและใบ ทด.13 จากกรมที่ดิน




