“บ้านฉันต้องมีค่ามากกว่านี้!” ความเชื่อของเจ้าของบ้าน…จริงหรือ?
ความเชื่อที่พบบ่อยของเจ้าของบ้าน
เจ้าของบ้านจำนวนมากเชื่อว่า
“บ้านหลังนี้ ฉันอยู่เอง ดูแลเอง ผ่อนเองมาตลอด บ้านฉันต้องมีค่ามากกว่านี้แน่นอน”
ความเชื่อนี้เกิดจาก ความผูกพันและต้นทุนส่วนตัว แต่ในความเป็นจริง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้ประเมินราคาจากความรู้สึกของเจ้าของ
ตลาดคิดราคาบ้านจากอะไร?
ผู้ซื้อและตลาดประเมินราคาจาก ข้อเท็จจริงเชิงวัตถุ ได้แก่
ทำเลและศักยภาพพื้นที่
ราคาซื้อขายจริงของทรัพย์ใกล้เคียง
สภาพกายภาพของบ้าน (อายุ/การเสื่อม/ค่าซ่อม)
ภาระผูกพันทางกฎหมาย
สถานะผู้ครอบครอง
ความเสี่ยงในการโอนและขายต่อ
ไม่มีปัจจัยใดอ้างอิง “ต้นทุนที่เจ้าของจ่ายมา”
ทำไมราคาที่เจ้าของคิด ≠ ราคาที่ตลาดยอมรับ?
เงินผ่อนช่วงต้นส่วนใหญ่เป็น ดอกเบี้ย
บ้านมี ค่าเสื่อมตามเวลา
ตลาดใช้ ราคาปิดจริง ไม่ใช่ราคาประกาศ
ผู้ซื้อจะ “เผื่อความเสี่ยง” ในราคาเสมอ
ผลลัพธ์คือ หากตั้งราคาตามความรู้สึก:
❌ ขายไม่ออก
❌ ยืดเวลา
❌ ดอกเบี้ยเพิ่ม
❌ เสี่ยงถูกฟ้องหรือบังคับคดี
บทบาทของ “การตรวจทรัพย์” และ “การประมูล”
หลังการตรวจทรัพย์ เจ้าของจะเห็นภาพจริงของทรัพย์การประมูล จะให้ ตลาดเป็นผู้ตัดสินราคา ผ่านการแข่งขันของผู้ซื้อที่ยอมรับความเสี่ยงต่างระดับ
ราคาที่ได้จึงเป็น ราคาที่ขายได้จริง ไม่ใช่ราคาที่ “อยากได้”
ปรับมุมมอง = ปิดการขายได้จริง
การยอมรับราคาตามความจริง ไม่ได้แปลว่า “เสียเปรียบ”
แต่คือการ รักษามูลค่าสุทธิ ลดต้นทุนเวลา ดอกเบี้ย และความเสี่ยงคดี
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
Q1: ตั้งราคาสูงกว่าตลาดจะช่วยให้ต่อรองได้ไหม?
A: โดยทั่วไปไม่ช่วย มักทำให้ผู้ซื้อไม่เข้าดู และทรัพย์ค้างตลาด
Q2: ราคาประเมินต่ำ แปลว่าบ้านไม่มีค่าใช่ไหม?
A: ไม่ใช่ ราคาประเมินเป็นเพียงเกณฑ์กลาง ไม่ใช่ราคาขายจริง
Q3: ทำไมผู้ซื้อเสนอราคาต่ำกว่าที่คิดมาก?
A: ผู้ซื้อคิดจากต้นทุนซ่อม ความเสี่ยง และราคาขายต่อ ไม่ใช่ความรู้สึกของเจ้าของ
Q4: ประมูลช่วยแก้ปัญหาการตั้งราคาผิดได้อย่างไร?
A: ประมูลให้ผู้ซื้อแข่งขันกันเอง ราคาเกิดจากดีมานด์จริง ไม่ใช่การคาดเดา
Q5: ยอมรับราคาต่ำลง = ขาดทุนใช่ไหม?
A: ไม่เสมอไป หากช่วยปิดหนี้ ลดดอกเบี้ย และหลีกเลี่ยงคดี มูลค่าสุทธิอาจสูงกว่า





