ซื้อคอนโดปล่อยเช่า คำนวณ Rental Yield อย่างไรให้เห็นรายได้หลังหักต้นทุน

1 นาทีอ่าน
1 ครั้งที่ดู
ซื้อคอนโดปล่อยเช่า คำนวณ Rental Yield อย่างไรให้เห็นรายได้หลังหักต้นทุน

ซื้อคอนโดปล่อยเช่า คำนวณ Rental Yield อย่างไรให้เห็นรายได้หลังหักต้นทุน

โดย PAH – Property Auction House

คอนโดราคา 3 ล้านบาทที่ปล่อยเช่าได้เดือนละ 15,000 บาท อาจดูเป็นทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 6% ต่อปี แต่ตัวเลขนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่ามีผู้เช่าครบทุกเดือน และยังไม่ได้หักค่าใช้จ่ายในการถือครอง การลงทุนคอนโดปล่อยเช่าจึงต้องแยกตัวเลขหน้าประกาศออกจากรายได้ที่เหลือจริง

Rental Yield เป็นเครื่องมือเปรียบเทียบเบื้องต้นที่มีประโยชน์ หากใช้ฐานคำนวณเหมือนกัน เมื่อแต่ละประกาศนับต้นทุนต่างกัน ผลตอบแทนที่สูงกว่าอาจไม่ได้หมายถึงเงินเหลือที่มากกว่า

ผลตอบแทนขั้นต้นบอกอะไร?

สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ ค่าเช่ารวมต่อปี หารด้วยราคาซื้อ แล้วคูณ 100

จากตัวอย่างสมมุติ ซื้อคอนโด 3,000,000 บาท และได้รับค่าเช่า 15,000 บาทครบ 12 เดือน ค่าเช่ารวมจะเท่ากับ 180,000 บาท คิดเป็นผลตอบแทนขั้นต้น 6% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม หากต้องจ่ายค่าตกแต่งและค่าใช้จ่ายซื้อเพิ่มเติม เงินลงทุนจริงจะมากกว่าราคาห้อง การเปรียบเทียบทรัพย์เพื่อการลงทุนจึงควรทำอีกตารางที่รวมเงินส่วนนี้เข้าไปด้วย

เมื่อห้องว่างและมีค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนเปลี่ยนแค่ไหน?

สมมุติว่าห้องเดียวกันมีผู้เช่า 11 เดือน ค่าเช่ารับจริงจะเหลือ 165,000 บาท และมีต้นทุนเริ่มต้นเพิ่มเติม 150,000 บาท ทำให้เงินลงทุนรวมเป็น 3,150,000 บาท

รายการสมมุติ

จำนวนเงิน

ราคาซื้อ

3,000,000 บาท

ค่าตกแต่งและค่าใช้จ่ายซื้อ

150,000 บาท

เงินลงทุนรวม

3,150,000 บาท

ค่าเช่ารับจริง 11 เดือน

165,000 บาท

ค่าส่วนกลางต่อปี

18,000 บาท

ค่านายหน้าในปีที่มีการหาผู้เช่า

15,000 บาท

ค่าซ่อมและบำรุงรักษาในปีตัวอย่าง

10,000 บาท

รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายที่แสดง

122,000 บาท

122,000 หารด้วย 3,150,000 คูณ 100 เท่ากับประมาณ 3.87% ต่อปี ตัวเลขนี้ยังไม่ใช่ผลตอบแทนสุทธิหลังค่าใช้จ่ายทุกประเภท เพราะยังไม่รวมภาษี ประกันภัย ค่าใช้จ่ายอื่นตามทรัพย์จริง และต้นทุนสินเชื่อ ทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมุติ ไม่ใช่ราคาตลาดหรือการรับประกันผลตอบแทน

ค่านายหน้าและค่าซ่อมไม่ได้เกิดเท่ากันทุกปี จึงควรทำประมาณการหลายปีควบคู่กับเงินสำรอง มากกว่าดูเพียงปีที่มีรายได้ดีที่สุด

ผ่อนธนาคารอยู่ ต้องดูเงินเหลือรายเดือนอีกชุด

ผลตอบแทนจากทรัพย์และกระแสเงินสดหลังผ่อนสินเชื่อเป็นคนละมุมมอง หากได้รับค่าเช่า 15,000 บาท แต่มีค่างวด 17,000 บาท เจ้าของต้องเติมเงินอย่างน้อย 2,000 บาทในเดือนนั้น ก่อนนับค่าส่วนกลางและค่าใช้จ่ายอื่น

ค่างวดประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ย เงินต้นที่ชำระลดหนี้ได้ แต่ยังเป็นเงินที่ต้องจ่ายออกจากบัญชี การประเมินว่า “ถือทรัพย์ไหวหรือไม่” จึงต้องใช้ยอดจ่ายจริง รวมถึงเดือนที่ไม่มีค่าเช่าเข้ามา

ควรทดลองสถานการณ์ค่าเช่าต่ำกว่าคาด ห้องว่างนานขึ้น และมีค่าซ่อมก้อนหนึ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน หากต้องใช้เงินสำรองทั้งหมดเพื่อผ่านสถานการณ์นี้ อาจต้องทบทวนราคาซื้อหรือขนาดภาระสินเชื่อ

มุมมอง PAH: ตั้งราคาซื้อจากรายได้ที่ตรวจสอบได้

ก่อนซื้อคอนโดปล่อยเช่า ควรดูห้องคู่แข่งในโครงการและบริเวณเดียวกัน โดยเปรียบเทียบขนาด สภาพ เฟอร์นิเจอร์ และเงื่อนไขสัญญา ราคาประกาศเช่าเป็นข้อมูลเริ่มต้น แต่ยังไม่ยืนยันว่ามีผู้เช่ายอมจ่ายราคานั้นจริงหรือใช้เวลาหาผู้เช่าเท่าไร

หากซื้อทรัพย์ผ่านการประมูล หลักคิดนี้ยังใช้ได้ แต่ต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขเฉพาะของทรัพย์แต่ละรายการเข้าไปก่อนกำหนดเพดานราคาเสนอซื้อ ตรวจเอกสาร สภาพทรัพย์ และสถานะการส่งมอบตามที่เข้าถึงได้ โดยไม่สมมุติว่าทุกทรัพย์พร้อมปล่อยเช่าทันที

PAH ให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบต้นทุนรวมกับรายได้ที่มีเหตุผลรองรับ เมื่อเห็นทั้งช่วงห้องว่างและภาระรายเดือน ผู้ลงทุนจะกำหนดงบซื้อได้สอดคล้องกับความสามารถในการถือครองของตนเองมากขึ้น

ที่มาของข้อมูล

สูตรและตารางเป็นตัวอย่างคำนวณทางการเงินที่จัดทำขึ้นสำหรับบทความ ตรวจสอบเลขคณิตแล้ว ไม่ได้ใช้สถิติผลตอบแทนเฉลี่ยหรืออ้างราคาห้องจริง อัตราภาษีและค่าใช้จ่ายในวันโอนต้องตรวจตามข้อเท็จจริง ณ วันที่ทำรายก

เกี่ยวกับผู้เขียน

PAH

PAH

บทความที่เกี่ยวข้อง