ทุกครั้งที่มีข่าวความขัดแย้งทางอาวุธหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Tensions) ตลาดหุ้นมักจะร่วง ทองคำมักจะพุ่ง แต่สำหรับ "อสังหาริมทรัพย์" ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องต่ำกว่า ผลกระทบมักจะไม่ได้เกิดขึ้นในข้ามคืน แต่จะค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาผ่านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
ในฐานะนักลงทุนอสังหาฯ นี่คือ 4 ปรากฏการณ์หลักที่เกิดขึ้นจากวิกฤตสงคราม และวิธีที่เราจะปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสจากสถานการณ์นี้ครับ
1. Cost-Push Inflation: ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง ดันราคาบ้านใหม่ทะลุเพดาน
ผลกระทบแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเกิดสงครามคือ "ราคาน้ำมันและพลังงาน" ที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ปั่นป่วน ค่าขนส่งแพงขึ้น และที่หนักที่สุดคือราคาวัสดุก่อสร้างหลักอย่าง เหล็ก ปูนซีเมนต์ และอลูมิเนียม
Impact: ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่มีต้นทุนการสร้างโครงการใหม่ที่สูงขึ้นมาก ทำให้ราคาเปิดตัวบ้านมือหนึ่งและคอนโดโครงการใหม่ๆ ต้องปรับตัวแพงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง (Cost-Push Inflation)
2. ยุคทองของบ้านมือสอง และ ทรัพย์ NPA
เมื่อราคาบ้านมือหนึ่งแพงจนคนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่เอื้อมไม่ถึง (Affordability Crisis) ดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยจะถูกบีบให้ไหลเข้าสู่ตลาด "บ้านมือสอง" ทันที
The Opportunity: นี่คือจังหวะทองของนักลงทุนสายฟลิปปิ้ง (Flipping) ทาวน์โฮมมือสองหรือทรัพย์ประมูลจากกรมบังคับคดีในทำเลชานเมืองที่เดินทางสะดวกอย่าง ปากเกร็ด นนทบุรี หรือ รังสิต ปทุมธานี จะกลายเป็นสินทรัพย์เนื้อหอม หากคุณจับบ้านเก่ามารีโนเวทคุมโทนสไตล์มินิมอล คุณจะสามารถตั้งราคาขายที่ "ต่ำกว่าบ้านมือหนึ่งในซอยเดียวกัน" แต่ยังคงเหลือส่วนต่างกำไร (Capital Gain) ที่น่าพอใจมาก
3. Thailand as a "Safe Haven": คลื่นทุนต่างชาติหนีภัย
ในยามที่บ้านเมืองของเขาไม่สงบ เศรษฐีและนักลงทุนชาวต่างชาติมักจะมองหา "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) เพื่อโยกย้ายเงินทุน (Capital Flight) และย้ายครอบครัวมาพำนักระยะยาว ประเทศไทยซึ่งมีจุดเด่นเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง ค่าครองชีพสมเหตุสมผล และมี Medical Hub ชั้นนำ จึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ
Impact: เราจะเห็นดีมานด์การกว้านซื้อคอนโดมิเนียมแบบจ่ายเงินสดจากชาวต่างชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มรัสเซียที่หนีไฟสงคราม หรือกลุ่มเศรษฐีประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการความมั่นคง ส่งผลดีต่อตลาดคอนโดลักชัวรี และการปล่อยเช่าระยะยาว (Long-term Rental) ในทำเล CBD
4. ดอกเบี้ยนโยบายที่คาดเดายาก (Interest Rate Volatility)
ภาวะสงครามมักนำมาซึ่ง "เงินเฟ้อ" ทำให้ธนาคารกลางอาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม (Mortgage Rate) ของผู้ซื้อบ้านสูงขึ้นตามไปด้วย
The Opportunity: สภาพเศรษฐกิจที่ตึงตัวจะทำให้เกิด "หนี้เสีย (NPL)" ในระบบเพิ่มขึ้น นั่นหมายความว่าจะมีซัปพลาย "บ้านหลุดจำนอง (NPA)" สภาพดี ไหลเข้าสู่ตลาดและลานประมูลมากขึ้น นักลงทุนที่มีการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ดีและมีเงินเย็น จะมีอำนาจต่อรองในการช้อนซื้อทรัพย์สินในราคาต่ำกว่าตลาด (Below Market Value) ได้มากกว่าช่วงเศรษฐกิจปกติ
บทสรุป
วิกฤตสงครามและภูมิรัฐศาสตร์เปรียบเสมือนพายุใหญ่ที่พัดกระหน่ำเศรษฐกิจโลก แต่ในโลกของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ "ที่ใดมีวิกฤต ที่นั่นมีการเคลื่อนย้ายของความมั่งคั่งเสมอ"
เมื่อต้นทุนบ้านใหม่สูงลิบลิ่ว และคนต้องการความคุ้มค่าสูงสุด การเบนเข็มมาลุยตลาดทรัพย์ NPA หรือการปั้นบ้านมือสองมารีโนเวทขาย จึงไม่ใช่แค่กลยุทธ์การทำกำไร แต่คือการสร้าง "Solution" ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อจริงของคนไทยในยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองได้อย่างตรงจุดที่สุดครับ!



