สัญญาเช่าบ้านที่ปลอดภัย ต้องมีข้อไหนบ้าง? ฉบับปี 2569

อัปเดตล่าสุด — ครอบคลุมทุกข้อสำคัญที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องตรวจให้ครบก่อนเซ็นสัญญา

2 นาทีอ่าน
2 ครั้งที่ดู
สัญญาเช่าบ้านที่ปลอดภัย ต้องมีข้อไหนบ้าง? ฉบับปี 2569

สัญญาเช่าบ้านที่ปลอดภัย ต้องมีข้อไหนบ้าง? ฉบับปี 2569

อัปเดตล่าสุด — ครอบคลุมทุกข้อสำคัญที่ผู้เช่าและผู้ให้เช่าต้องตรวจให้ครบก่อนเซ็นสัญญา


สัญญาเช่าบ้านที่ดีไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียว แต่คือหลักประกันความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้เช่าและเจ้าของบ้านตลอดระยะเวลาเช่า หลายคนเซ็นสัญญาโดยไม่ได้อ่านละเอียด แล้วพบปัญหาทีหลัง ทั้งเรื่องเงินประกัน การซ่อมแซม หรือการถูกไล่ออกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า บทความนี้รวบรวมข้อสัญญาสำคัญที่ต้องมีในปี 2569 พร้อมคำอธิบายและตัวอย่างข้อความที่คุณนำไปใช้ได้ทันที


ทำไมสัญญาเช่าบ้านถึงสำคัญมากขึ้นในปี 2569?

ในปี 2569 ราคาเช่าอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่คดีพิพาทระหว่างผู้เช่าและเจ้าของบ้านเพิ่มขึ้นทุกปี สาเหตุหลักมาจากสัญญาเช่าที่ไม่ครอบคลุมหรือตีความได้หลายทาง บ้างก็ใช้สัญญาสำเร็จรูปจากอินเทอร์เน็ตที่ไม่ได้อัปเดตตามบริบทกฎหมายไทย หรือบางกรณีก็ไม่มีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรเลย

กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องหลักคือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 537–571 ซึ่งครอบคลุมเรื่องการเช่าทรัพย์โดยตรง การมีสัญญาที่ดีและครอบคลุมจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือสิ่งจำเป็น

ข้อควรรู้ก่อนเริ่มต้น: สัญญาเช่าบ้านที่มีระยะเวลาเกิน 3 ปี ต้องจดทะเบียนต่อกรมที่ดินจึงจะมีผลทางกฎหมายครบถ้วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 538 หากไม่จดทะเบียน สัญญาจะมีผลบังคับใช้ได้เพียง 3 ปีเท่านั้น


10 ข้อสำคัญที่สัญญาเช่าบ้านที่ปลอดภัยต้องมี

ข้อที่ 1 — ข้อมูลคู่สัญญาและทรัพย์สินที่เช่า

ข้อนี้ดูพื้นฐาน แต่หากระบุไม่ครบอาจทำให้สัญญาบังคับใช้ได้ยากหรือเป็นโมฆะ สิ่งที่ต้องระบุให้ครบประกอบด้วย

ข้อมูลผู้ให้เช่าและผู้เช่า

  • ชื่อ-นามสกุลเต็ม

  • เลขบัตรประชาชน 13 หลัก

  • ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

  • เบอร์โทรศัพท์และอีเมลสำหรับติดต่อ

ข้อมูลทรัพย์สินที่เช่า

  • ที่อยู่เต็มของบ้านหรือห้องที่เช่า

  • เลขโฉนดที่ดินหรือเลขห้อง (สำหรับคอนโดมิเนียม)

  • ขนาดพื้นที่ใช้สอย (ตารางเมตร)

  • รายการสิ่งที่รวมอยู่ในการเช่า เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่จอดรถ

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "ผู้ให้เช่าตกลงให้เช่าทรัพย์สิน ได้แก่ บ้านพักอาศัยตั้งอยู่เลขที่ ... ถนน ... แขวง/ตำบล ... เขต/อำเภอ ... จังหวัด ... ซึ่งมีขนาดพื้นที่ประมาณ ... ตารางเมตร พร้อมสิ่งปลูกสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกตามรายการในภาคผนวก ก ที่แนบท้ายสัญญานี้"


ข้อที่ 2 — ระยะเวลาเช่าและเงื่อนไขการต่อสัญญา

ระบุวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดสัญญาให้ชัดเจน อย่าใช้คำคลุมเครือ เช่น "ประมาณ 1 ปี" แต่ให้ระบุวันที่แน่นอน

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • วันที่เริ่มเช่าและวันที่สิ้นสุดสัญญา

  • เงื่อนไขการต่อสัญญา: ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วันก่อนสัญญาหมด

  • อัตราค่าเช่าเมื่อต่อสัญญาจะเป็นอย่างไร ปรับขึ้นได้สูงสุดเท่าใด

  • กรณีที่ไม่มีฝ่ายใดแจ้งยกเลิก สัญญาจะต่ออัตโนมัติหรือหมดอายุ

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "สัญญาเช่านี้มีกำหนดระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะต่อสัญญา ให้แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันสิ้นสุดสัญญา"


ข้อที่ 3 — ค่าเช่าและวิธีการชำระ

เรื่องเงินต้องชัดเจนที่สุด ข้อพิพาทเรื่องค่าเช่าเกือบทั้งหมดเกิดจากการระบุที่ไม่ชัดเจนหรือไม่มีหลักฐานการชำระ

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • จำนวนค่าเช่าต่อเดือนเป็นตัวเลขและตัวอักษร

  • วันครบกำหนดชำระ เช่น ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน

  • ช่องทางการชำระ เช่น โอนเงินเข้าบัญชี ระบุเลขบัญชีให้ชัด

  • ค่าปรับกรณีชำระล่าช้า เช่น ร้อยละต่อวัน หรือจำนวนคงที่ต่อวัน

  • ค่าเช่าครอบคลุมอะไรบ้าง เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าจอดรถ หรือไม่

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "ผู้เช่าตกลงชำระค่าเช่าเดือนละ ... บาท (...บาทถ้วน) ภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ... สาขา ... เลขที่บัญชี ... ชื่อบัญชี ... หากชำระล่าช้าจะเสียค่าปรับวันละ ... บาท นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดชำระ"


ข้อที่ 4 — เงินประกันและเงื่อนไขการคืน

ข้อนี้เป็นสาเหตุของข้อพิพาทมากที่สุด ทั้งจากการที่เจ้าของบ้านไม่คืนเงินประกันโดยไม่มีเหตุผล หรือผู้เช่าอ้างว่าความเสียหายเกิดจากการเสื่อมสภาพตามปกติ

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • จำนวนเงินประกัน (โดยทั่วไปอยู่ที่ 1–3 เดือนของค่าเช่า)

  • เงื่อนไขที่ผู้ให้เช่าสามารถหักเงินประกันได้ ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากความประมาทของผู้เช่า ไม่ใช่การเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน

  • กรอบเวลาในการคืนเงินประกันหลังออกจากบ้าน เช่น ภายใน 30 วัน

  • ขั้นตอนการตรวจสภาพทรัพย์สินก่อนคืน

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "ผู้เช่าจะชำระเงินประกันจำนวน ... บาท ในวันทำสัญญา เงินประกันนี้จะคืนแก่ผู้เช่าภายใน 30 วันนับจากวันสิ้นสุดสัญญา หักด้วยค่าเสียหายที่เกิดจากการกระทำหรือความประมาทของผู้เช่า โดยไม่รวมการเสื่อมสภาพตามการใช้งานปกติ (Normal Wear and Tear)"

แนะนำ: ถ่ายรูปสภาพบ้านทุกมุมพร้อมวันที่ก่อนเข้าพัก แนบเป็นภาคผนวกท้ายสัญญาและให้ทั้งสองฝ่ายลงนามรับรอง วิธีนี้ป้องกันข้อพิพาทเรื่องเงินประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ข้อที่ 5 — การซ่อมแซมและบำรุงรักษาทรัพย์สิน

ปัญหาที่พบบ่อย ได้แก่ หลังคารั่ว ระบบประปาเสีย หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าพัง แล้วไม่รู้ว่าใครต้องรับผิดชอบ

การแบ่งหน้าที่ตามมาตรฐาน

ผู้ให้เช่ารับผิดชอบ:

  • โครงสร้างอาคาร หลังคา ผนัง

  • ระบบไฟฟ้าหลัก ระบบประปาหลัก

  • เครื่องใช้ไฟฟ้าที่รวมมาพร้อมบ้าน กรณีเสียหายจากการใช้งานปกติ

ผู้เช่ารับผิดชอบ:

  • ความเสียหายที่เกิดจากความประมาทหรือการใช้งานผิดวิธี

  • การซ่อมแซมเล็กน้อยที่ไม่เกินวงเงินที่กำหนด เช่น ไม่เกิน 500–1,000 บาทต่อครั้ง

  • การทำความสะอาดและดูแลความสะอาดทั่วไป

สิ่งที่ต้องระบุเพิ่มเติม

  • ขั้นตอนการแจ้งซ่อม เช่น แจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรหรือทางไลน์ พร้อมหลักฐาน

  • ระยะเวลาที่ผู้ให้เช่าต้องดำเนินการซ่อมหลังรับแจ้ง

  • กรณีที่ผู้ให้เช่าไม่ดำเนินการภายในกำหนด ผู้เช่าสามารถจ้างช่างเองและหักจากค่าเช่าได้หรือไม่


ข้อที่ 6 — ค่าสาธารณูปโภค

ค่าไฟฟ้าและค่าน้ำเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องกำหนดให้ชัดเจน เพราะบางเจ้าของบ้านเรียกเก็บในอัตราที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • ค่าไฟฟ้า: ผู้เช่าชำระตามมิเตอร์หรือผู้ให้เช่าเรียกเก็บเอง หากเรียกเก็บเองต้องไม่เกินอัตราที่การไฟฟ้านครหลวง/ภูมิภาคกำหนด

  • ค่าน้ำประปา: เช่นเดียวกับค่าไฟ ต้องไม่เกินอัตราของการประปา

  • ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเคเบิลทีวี หรือค่าบริการอื่นๆ รวมอยู่ในค่าเช่าหรือชำระแยก

  • ค่าส่วนกลางสำหรับหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม ใครชำระ

ข้อควรระวัง: การเรียกเก็บค่าไฟเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน ผู้เช่าสามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงาน กกพ. (คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน)


ข้อที่ 7 — การดัดแปลงและตกแต่งทรัพย์สิน

ผู้เช่าหลายรายต้องการตกแต่งบ้านให้เป็นบ้านของตัวเอง แต่หากไม่มีข้อตกลงชัดเจน อาจถูกหักเงินประกันเมื่อออก

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • ผู้เช่าสามารถตกแต่งหรือดัดแปลงส่วนใดได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เช่น ติดตะขอเล็กๆ แขวนรูป

  • การดัดแปลงที่ต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน เช่น ทาสีใหม่ ติดตั้งแอร์เพิ่ม

  • เมื่อสิ้นสุดสัญญา ต้องรื้อถอนและคืนสภาพเดิมหรือสามารถทิ้งไว้ได้

  • หากผู้ให้เช่าต้องการให้คืนสภาพ ค่าใช้จ่ายใครรับผิดชอบ


ข้อที่ 8 — การโอนสิทธิ์และการให้เช่าช่วง

ข้อนี้สำคัญโดยเฉพาะในยุคที่ผู้เช่าจำนวนมากใช้แพลตฟอร์มระยะสั้นอย่าง Airbnb หรือมีแผนย้ายออกก่อนหมดสัญญา

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • ผู้เช่าสามารถโอนสิทธิ์การเช่าหรือให้เช่าช่วงได้หรือไม่

  • หากทำได้ ต้องได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าก่อนทุกครั้ง

  • การให้บุคคลอื่นพักอาศัยโดยไม่มีสัญญา เช่น คู่รัก เพื่อน มีข้อจำกัดหรือไม่

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "ผู้เช่าไม่สามารถโอนสิทธิ์การเช่าหรือให้เช่าช่วงทรัพย์สินที่เช่าแก่บุคคลที่สามได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้ให้เช่าก่อน"


ข้อที่ 9 — เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนด

ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ทั้งผู้เช่าและผู้ให้เช่าอาจมีเหตุต้องการยุติสัญญาก่อนกำหนด ข้อนี้จึงต้องมีความสมดุลและยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่าย

สิ่งที่ต้องระบุในข้อนี้

  • ระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าก่อนบอกเลิก เช่น 30 หรือ 60 วัน โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร

  • ค่าปรับหรือเงื่อนไขกรณีบอกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เช่น หักเงินประกัน หรือชดเชยค่าเช่า 1 เดือน

  • เหตุผลที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกได้ทันที เช่น ผิดสัญญาร้ายแรง ไม่ชำระค่าเช่าติดต่อกัน 2 เดือน

  • กรณีเหตุสุดวิสัย เช่น ภัยธรรมชาติ ไฟไหม้ ที่ยกเว้นค่าปรับ

ตัวอย่างข้อความในสัญญา: "ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดได้ โดยต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน หากบอกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้าตามกำหนด ฝ่ายที่บอกเลิกต้องชำระค่าชดเชยเทียบเท่าค่าเช่า 1 เดือน"


ข้อที่ 10 — ข้อตกลงเพิ่มเติมและการระงับข้อพิพาท

ข้อนี้ให้ระบุเงื่อนไขเฉพาะที่คู่สัญญาตกลงกัน รวมถึงกระบวนการหากเกิดข้อพิพาทขึ้นในอนาคต

ข้อตกลงเพิ่มเติมที่ควรระบุ

  • สัตว์เลี้ยง: อนุญาตหรือไม่ ชนิดใด ขนาดใด และมีเงื่อนไขอะไรบ้าง

  • การสูบบุหรี่: ห้ามในบ้านทั้งหมด หรืออนุญาตในพื้นที่กำหนด

  • จำนวนผู้พักอาศัย: กำหนดจำนวนสูงสุด

  • เสียงรบกวน: เวลาที่ต้องลดเสียงหรือข้อตกลงเรื่องกิจกรรมที่มีเสียง

  • ที่จอดรถ: จำนวนคันและตำแหน่ง

การระงับข้อพิพาท

ควรกำหนดลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน โดยทั่วไปแนะนำให้เริ่มจากการเจรจาโดยตรง หากไม่สำเร็จให้ใช้กระบวนการไกล่เกลี่ย และหากยังไม่ได้ข้อยุติจึงนำคดีขึ้นสู่ศาล พร้อมระบุเขตอำนาจศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี


ข้อที่มักถูกละเลย แต่สำคัญไม่แพ้กัน

ภาคผนวกรายการทรัพย์สิน (Inventory List)

ทำรายการเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นที่อยู่ในบ้าน พร้อมระบุยี่ห้อ รุ่น และสภาพ ณ วันเข้าพัก ให้ทั้งสองฝ่ายลงนามรับรองและแนบเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา เมื่อสิ้นสุดสัญญาให้ตรวจสอบร่วมกันอีกครั้ง

สิทธิ์ในการเข้าตรวจบ้านของผู้ให้เช่า

ผู้ให้เช่ามีสิทธิ์เข้าตรวจสภาพบ้านได้ตามสมควร แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรหรือข้อความอย่างน้อย 24–48 ชั่วโมง ยกเว้นกรณีฉุกเฉินที่ต้องเข้าถึงทันที เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ ท่อแตก

การประกันภัยทรัพย์สิน

ควรระบุให้ชัดว่าฝ่ายใดรับผิดชอบทำประกันภัยครอบคลุมกรณีใด เช่น ไฟไหม้ น้ำท่วม โจรกรรม และหากเกิดเหตุขึ้นจะดำเนินการอย่างไร

การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลติดต่อ

กำหนดให้ทั้งสองฝ่ายต้องแจ้งหากเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล ภายในกี่วัน เพื่อให้การสื่อสารและการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรมีผลใช้ได้จริง


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในสัญญาเช่าบ้านไทย

ใช้ภาษากำกวม — เช่น "ตามที่ตกลงกันด้วยวาจา" หรือ "ตามความเหมาะสม" โดยไม่ระบุรายละเอียด ข้อความเหล่านี้ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริงเมื่อเกิดข้อพิพาท

ไม่มีลายเซ็นพยาน — แม้ไม่บังคับตามกฎหมาย แต่การมีพยานลงนามช่วยเพิ่มน้ำหนักให้สัญญาหากนำขึ้นสู่ศาล

ไม่ระบุวันที่ชัดเจน — สัญญาที่ไม่มีวันที่หรือระบุเพียง "เดือนมกราคม 2569" อาจเกิดปัญหาในการคำนวณระยะเวลาและสิทธิต่างๆ

ไม่อ่านก่อนเซ็น — หากมีข้อใดที่ไม่เข้าใจหรือไม่เห็นด้วย ต้องแก้ไขก่อนเซ็น ไม่ใช่ยอมรับแล้วค่อยมาโต้แย้งทีหลัง


Checklist ก่อนเซ็นสัญญาเช่าบ้าน

ก่อนเซ็นสัญญาทุกครั้ง ให้ตรวจสอบรายการต่อไปนี้ให้ครบ

  • มีข้อมูลคู่สัญญาและรายละเอียดทรัพย์สินครบถ้วน

  • ระบุระยะเวลาเช่าและเงื่อนไขต่อสัญญาชัดเจน

  • กำหนดค่าเช่า วันชำระ และค่าปรับล่าช้าไว้แล้ว

  • มีเงื่อนไขเงินประกันและกรอบเวลาคืนที่ชัดเจน

  • แบ่งหน้าที่ซ่อมแซมระหว่างสองฝ่ายแล้ว

  • ระบุค่าสาธารณูปโภคและผู้รับผิดชอบชัดเจน

  • มีเงื่อนไขการดัดแปลงตกแต่งและการคืนสภาพ

  • กำหนดสิทธิ์การโอนและให้เช่าช่วงไว้แล้ว

  • มีเงื่อนไขบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดที่เป็นธรรม

  • มีข้อตกลงพิเศษและกระบวนการระงับข้อพิพาท

  • ถ่ายรูปสภาพบ้านทุกมุมและแนบท้ายสัญญา

  • อ่านทุกข้อในสัญญาก่อนเซ็น และขอสำเนา 1 ชุด


สรุป

สัญญาเช่าบ้านที่ดีคือการปกป้องทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่เอกสารที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบ การใช้เวลาอ่านและทำความเข้าใจสัญญาก่อนเซ็นอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้จะใช้เวลานานกว่า แต่จะช่วยประหยัดเวลา เงิน และความเครียดในระยะยาวได้มาก

หากไม่แน่ใจในข้อความหรือเงื่อนไขใด ควรปรึกษาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ก่อนเซ็นสัญญา การลงทุนกับคำปรึกษาทางกฎหมายล่วงหน้านั้น คุ้มค่ากว่าการแก้ปัญหาข้อพิพาทในภายหลังเสมอ

เกี่ยวกับผู้เขียน

PAH

PAH

บทความที่เกี่ยวข้อง